Categories
บทความการเลี้ยงสุนัข

ไขความลับ อายุของสุนัขเทียบกับมนุษย์ จะเป็นเท่าไหร่ ยังเรียกน้องได้หรือไม่

หลายคนเคยสงสัยว่าการเอาอายุของสุนัขเทียบกับมนุษย์ จากหลักการเอาอายุ ณ ปัจจุบันของสุนัขมาคูณด้วย 7 แล้วจะได้อายุที่สามารถเทียบเท่าได้กับช่วงอายุของคนนั้น หลักการนี้เชื่อได้จริงหรือไม่ บอกเลยค่ะว่าหลักการนี้ไม่มีความสมเหตุสมผลเลย ลองคิดตามดูนะคะง่าย ๆ เลยค่ะ อย่างที่เรารู้กันอยู่ว่า สุนัขเมื่อมีอายุได้ 9 เดือน ก็สามมารถตั้งท้องได้แล้ว ซึ่งเมื่อเทียบกับข่วงอายุของมนุษย์แล้ว มันไม่มีคสามสอดคล้องคล้องกันเลย และนั่นทำให้นักวิทยาศาสตร์เริ่มทำการวิจัยเกี่ยวเรื่องนี้อย่างจริงจัง

เมื่อนำอายุของสุนัขเทียบกับมนุษย์ จะรู้ได้อย่างไร ว่าเจ้าตูบที่เลี้ยงไว้ อายุเท่าไหร่แล้ว

   จากการวิจัยพบว่า หากเอาอายุของสุนัขเทียบกับมนุษย์ นั้นมีความต่างกันมาก โดย 1 ปีแรกของสุนัขสายพันธุ์เล็ก-กลาง เทียบเท่ากับมนุษย์ในช่วง 15 ปีเลยทีเดียว นั่นหมายความว่าถ้าสุนัขอายุ 15 ปี ก็เทียบเท่ากับช่วงวัยชราของมนุษย์เลยเชียวล่ะ มีผู้เชี่ยวชาญได้เสนอวิธีจำแบบง่าย ๆ คือ 1 ปี ของสุนัข เท่ากับ 15 ปีของคน 2 ปีของสุนัข เท่ากับ 24 ปีของคน หลังจากปี่ที่ 3 ขึ้นไปของสุนัขก็ให้บวกเพิ่มไป 4 ปีค่ะ ยกตัวอย่างเช่น สุนัข 2 ปี เท่กับคน 24 ปี ถ้าสุนัข 3 ปี ก็ให้นำ 24+4 ดังนั้นสุนับอายุ 3 ปีก็เท่ากับคน 28 ปี เป็นต้น 

   แต่ถ้าเป็นสุนัขสายพันธุ์สายเล็กวิธีคิดคือ 1 ปีของสุนัข เท่ากับ 15 ของคน 2 ปีของสุนัข เท่ากับ 24 ปีของคน 3 ปีของสุนัข เท่ากับ 28 ปีของคน 4ปี ของสุนัข เท่ากับ 32 ปีของคน หลังจากนั้นก็ให้บวกเพิ่มไปครั้งละ 5 ปี เช่น 5 ปีของสุนัข เท่ากับ 37 ปี ของคน (32+5=37) เป็นต้น เหตุผลที่ทำให้การคำนวณอายุของสนัขแตกต่างจากของคน ก็เพราะว่าสุนัขจะมีการเจริญเติบโต รวมถึงพัฒนาการที่เร็วกว่ามนุษย์มาก อย่างที่ทุกคนเห็นกันอยู่ว่า ลูกสุนัขเมื่อคลอดออกมาได้ไม่นานก็สามารถเดินได้เลย ซึ่งแตกต่างกับเด็กในวัยแรกเกิด ที่ต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะเดินได้ 

   อย่างไรก็ตามการคำนวณอายุของสุนัขต้องอาศัยปัจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย ซึ่งหลัก ๆ ก็มีอยู่ 2 ปัจจัยด้วยกัน คือ ขนาดของสุนัข และ สายพันธุ์ของสุนัข จากการวิจัยพบว่าสุนัขสายพันธุ์เล็กจะมีการเจริญเติบโตได้เร็วกว่าสุนัขสายพันธุ์ใหญ่ และมีแนวโน้มว่าเจ้าสุนัขสายพันธุ์เล็กจะมีอายุยืนยาวกว่าสุนัขสายพันธุ์ใหญ่ประมาณ 1-2 ปี ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูของเจ้าของด้วย หากสุนัขได้รับการเลี้ยงดูอย่างเอาใจใส่ สุนัขก็จะมีอายุยืนยาวได้มากขึ้น

   จากการวิจัย อายุของสุนัขเทียบกับมนุษย์ เมื่อปี 2019 โดยนักวิจัยจากคณะแพทย์ศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก ได้มีการคิดค้นสูตรที่ใช้ในการคำนวณอายุของสุนัข โดยพิจารณาจากตัวแปรเรื่องความแก่ที่ไม่เท่ากันของคนกับสุนัข โดยได้ทดลองกับสุนัขสายพันธุ์ลาบราดอร์ จำนวน 104 ตัว ได้ทำการศึกษาทดลองไปถึงระดับชั้นโมเลกุลของ DNA และเริ่มติดตามผลการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่สุนัขมีอายุได้ไม่กี่สัปดาห์ ไปจนถึงสุนัขมีอายุได้ 16 ปี จากผลการทดลองดังกล่าวสรุปได้ว่า อายุของสุนัขมีอัตราเพิ่มขึ้นได้เร็วกว่ามนุษย์ในช่วงต้น ๆ ของชีวิต หลังจากนั้นอัตราการแก่ตัวลงก็จะค่อย ๆ ชะลอตัวลงเมื่อสุนัขโตเต็มวัยนั่นเอง

   จากนั้นนักวิจัยก็ได้นำข้อมูลของสุนัข ไปเปรียบเทียบกับข้อมูลของมนุษย์ จำนวนกว่า 300 คน โดยใช้วิธีเดียวกัน ทำให้พบว่า ถ้าสุนัขอายุ 2 ปี DNA ของลาบราดอร์จะเทียบเท่าได้กับมนุษย์ที่มีอายุ 40 ต้น ๆ ไม่ใช่ 15 ปี ตามสูตรเดิมที่เคยใช้มา จากการวิจัยจึงได้สูตรใหม่ในการคำนวณอายุของสุนัข คือ 16×In(อายุของสุนัข)+31 ฉะนั้นคนที่เลี้ยงน้องหมาและอยากรู้ว่าน้องหมาที่บ้านอายุเท่าไหร่เมื่อเทียบกับคน ก็ลองเอาสูตรนี้ไปใช้ดูได้นะคะ แต่สำหรับเครื่องคิดเลขปกติทั่วไป อาจใช้คำนวณหาค่าลอการิซึมไม่ได้ จึงต้องใช้เครื่องคิดเลขวิทยาศาสตร์ในการหาค่าลอการิซึม แต่ปัจจุบันมีความสะดวกมากขึ้น เพราะแค่ Coppy สูตร แล้วไปวางใน Google ใส่อายุสุนัขลงไปในวงเล็บ แล้วกดEnter เพียงเท่านี้คุณก็จะรู้ว่าน้องหมาของคุณอายุเท่าไหร่เมื่อเทียบกับมนุษย์

Categories
บทความการเลี้ยงสุนัข

เคล็ดไม่ลับ 3 วิธีดูแลสุขภาพสุนัข ให้มีสุขภาพที่แข็งแรง ปราศจาคโรคภัยคุกคาม

วิธีดูแลสุขภาพสุนัข เป็นสิ่งที่ผู้เลี้ยงต้องให้ความสำคัญ เน้นการดูแลให้สุนัข มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และเจริญเติบโตแบบธรรมชาติ ซึ่งหากเป็นลูกสุนัข ที่มาให้เราเป็นคนดูแลต่อ หรือการที่เราซื้อลูกสุนัขมาเลี้ยง ยิ่งต้องให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะสุนัขยังไม่สามารถสร้างภูมิต้านทางเองได้ แต่จะมีภูมิต้านติดตัวมาจากในท้องแม่ ประมาณ 20 เปอร์เซนต์ เท่านั้น จากนั้นเป็นหน้าที่ของเจ้าของที่ต้องดูแลลูกสุนัข ต่อนั้นเอง

วิธีดูแลสุขภาพสุนัข เริ่มต้นอย่างไร

วิธีดูแลสุขภาพสุนัข เริ่มต้นจากการสร้าง ภูมิต้านทานให้สุนัขมาเป็นอันดับแรก ซึ่งลูกสุนัขจะได้รับจากแม่สุนัขหลังคลอดทันที มาจากน้ำนมเหลือง หรือที่เรียกว่า Colostrum จะเป็นน้ำนมบริสุทธิ์ จากแม่ในช่วงหลังคลอด 24-72 ชั่วโมงเท่านั้น จะมีลักษณะเป็นน้ำนมสีเหลืองนวล ต่างจากน้ำนมทั่วไป ที่จะเป็นสีขาวใส ซึ่งมีความจำเป็นสำหรับลูกสุนัขมาก จะช่วยเป็นภูมิต้านทานให้ลูกสุนัขหลังคลอด นานถึง 6-8 อาทิตย์

การดูแล สุนัข เบื้องต้น สำหรับมือใหม่ที่ต้องเป็น พ่อหรือแม่ให้กับลูกสุนัข จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับ การสร้างภูมิต้านทานให้กับลูกสุนัข โดยเฉพาะช่วงแรก ๆ ที่ต้องพรากลูกสุนัขมาจากแม่นั้น ลูกสุนัขจะต้องได้ทานอาหารทดแทนนมแม่ เพราะระบบภูมิคุ้มกัน และภูมิต้านทานต่าง ๆ ยังไม่แข็งแรง หากดูแลไม่ถูกต้อง อาจจะทำให้ลูกสุนัข เจ็บป่วยหรือเสียชีวิตได้ ดังนั้นเราจะเล่าเทคนิค การดูแลและสร้างภูมิต้านทานต่าง ๆ ให้ลูกสุนัข ดังนี้ 

การเลือกอาหาร ที่มีโภชนาการเหมาะสม กับช่วงอายุของสุนัข 

อาหารของสุนัข ไม่ว่าจะเป็นช่วงวัยไหน ก็จะเป็นปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงกับสุขภาพของสุนัข ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามหรือละเลย และสำหรับลูกสุนัข ในช่วงแรกเกิดจนถึง 1 ขวบ เป็นช่วงเวลาที่ควรได้รับ การประคบประหงม ดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นการสร้างพัฒนาการ หรือการสร้างภูมิคุ้มกันต่าง ๆ อาหารที่สุนัขควรได้รับ จะต้องมีอาหารที่ครบถ้วน สามารถทดแทนนมแม่ได้ และควรเลือกอาหารที่เสริมสร้างระบบประสาท โครงสร้างกล้ามเนื้อ สร้างความแข็งแรง ให้กับฟัน และกระดูก เป็นต้น

    ในช่วงแรกเกิด ถึงแม้สุนัขจะได้รับภูมิคุ้มกันจากแม่มานั้น ก็จะยังทำงานได้ไม่เต็มที่ และจะค่อย ๆ ลดต่ำลงไปเรื่อย ๆ อาจจะทำให้ภูมิคุ้มกันของลูกสุนัขอ่อนแอ จะติดเชื้อได้ง่าย และสาเหตุหลัก ๆ ที่มักจะพบเจอ มาจากปัญหาที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ดังนั้น การเลือกอาหาร จึงเป็นสิ่งสำคัญในอันดับต้น ๆ ที่ควรใส่ใจ เพราะสุขภาพที่ดีของสุนัข สามารถเริ่มต้นได้จากอาหารการกิน ควรให้อาหารในปริมาณที่พอดีในแต่ละมื้อ และมีโภชนาการที่ครบถ้วนต่อวัน การให้อาหารควรสลับระหว่าง อาหารเม็ด และอาหารเหลว

การได้รับวัคซีน เพื่อเสริมภูมิต้านทานให้กับสุนัข

ก่อนการขอรับวัคซีน สำหรับสุนัขทุกวัย จำเป็นจะต้องได้รับการตรวจเช็คร่างกาย จากสัตวแพทย์ก่อนทุกครั้ง และสามารถเริ่มนำสุนัขไปรับวัคซีนได้ตั้งแต่อายุครบ 2 เดือน ซึ่งในปัจจุบัน จะสามารถเลือกรับเป็นวัคซีนรวมได้ ซึ่งจะสามารถป้องกัน โรคได้5 ชนิด เช่น โรคหัดสุนัข โรคตับอักเสบ โรคลำใส้อักเสบ หลอดลมอักเสบ และโรคเลปโตสไปโรซีส 

   สำหรับวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า ควรได้รับเข็มแรก เมื่ออายุครบ 3 สัปดาห์เป็นต้นไป และฉีดกระตุ้นซ้ำได้อีกครั้ง เมื่อลูกสุนัข 6 สัปดาห์ และควรได้รับวัคซีนอีก ใน 12 เดือนถัดจากนี้ ควรทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ตลอดอายุของสุนัข เพื่อให้เรามั่นใจได้ว่า สุนัขของเรานั้น จะมีภูมิคุ้มกันตลอด ในระดับที่เหมาะสม สามารถต้านทานโรคต่าง ๆ ได้ตลอดเวลา 

การฝึกให้สุนัขได้ออกกำลังกาย เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน 

การพาสุนัขออกกำลังกาย เป็นกิจกรรมที่สามารถทำร่วมกันได้ ระหว่างเจ้าของและสุนัข เพื่อช่วยเพิ่มความสนิทสนม และเพิ่มความคุ้นเคยกันมากขึ้น สำหรับสุนัขพันธุ์เล็ก ควรพาเดินออกกำลังกายในสวน หรือปล่อยให้วิ่งเล่นเป็นประจำ นอกจากจะทำให้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ แข็งแรงแล้ว ยังช่วยทำให้สุนัขได้ผ่อนคลายไม่เครียด อีกด้วย 

   สำหรับสุนัขพันธุ์ใหญ่ แนะนำให้เลือกการออกกำลังกาย ด้วยการฝึกให้สุนัขว่ายน้ำ จะช่วยลดการกระแทกช่วงขา เพราะสุนัขอาจจะมีน้ำหนักมาก จะช่วยลดปัญหาเรื่อง กระดูก และข้อต่อ และไม่ต้องเสี่ยงกับภาวะ Heat Stroke การว่ายน้ำจะช่วยทำให้สุนัข ได้ออกกำลังทุกส่วนของร่างกาย ทำให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น และยังช่วยกระตุ้นภูมิต้านทานในร่างกายให้แข็งแรงขึ้นด้วย ซึ่งการจะฝึกสุนัขว่ายน้ำนั้น ควรฝึกตั้งแต่วัยเด็ก และควรใช้เวลาสั้น ๆ เพื่อไม่ให้ร่างกายของสุนัข สูญเสียความร้อนมากจนเกินไป

Categories
บทความพันธุ์สุนัข

จัดอันดับ สุนัขราคาแพง 12 สายพันธ์แท้ ที่แพงที่สุดในโลก

สุนัข หรือ หมา ที่ใครหลายคน ยอมตกเป็นทาสหมา ด้วยความน่ารัก ขี้เล่น แถมยังซื่อสัตย์ต่อเจ้าของอีกด้วย จึงไม่แปลกใจที่จะมีทาสหมา พร้อมเปย์ และ ยอมเปิดใจยอมเปิดตัวในฐานะสมาชิกในครอบครัว แม้ว่า สุนัขราคาแพง จะมูลค่าสูง แต่ด้วยความชื่นชอบ ราคาที่แสนแพง เลยดูเล็กน้อยไปเลย แต่ในบางคนที่เป็นทาสหมาเหมือนกัน แต่ต้นทุนในการเลี้ยงสุนัขแพงๆ แทบจะเป็นไปได้ยาก วันนี้จึงพาเหล่าทาสหมามาพบกับ “สุนัขที่มีราคาแพง” มาดูความแพง และ ความน่ารักของเขากัน

สุนัขราคาแพง ที่สุดในโลก มีพันธ์อะไรบ้าง

สุนัขราคาแพง ที่ใครหลายคนเห็นต้องอึ่ง และ หนาวกับราคาที่แพงเอาเรื่อง แต่ด้วยความชื่นชอบ และ เงินในบัญชีต้องสนั่นกับ ราคา สุนัข 2021 ที่เหล่าทาสบางท่านยอมควักเงินในบัญชี เพื่อแลกกับการได้รับเขามาเป็นสมาชิกในบ้าน ซึ่งในบางประเทศเลี้ยงสุนัข เพื่อบ่งบอกฐานะของทาสหมา ได้เป็นอย่างดี สุนัข พันธุ์ แพง ๆ ราคาก็แรงเอาเรื่องเหมือนกัน มาดูว่ามีพันธุ์อะไรกันบ้างนะครับ

สุนัข หรือ หมา ที่ใครหลายคน ยอมตกเป็นทาสหมา ด้วยความน่ารัก ขี้เล่น แถมยังซื่อสัตย์ต่อเจ้าของอีกด้วย จึงไม่แปลกใจที่จะมีทาสหมา พร้อมเปย์ และ ยอมเปิดใจยอมเปิดตัวในฐานะสมาชิกในครอบครัว แม้ว่า สุนัขราคาแพง จะมูลค่าสูง แต่ด้วยความชื่นชอบ ราคาที่แสนแพง เลยดูเล็กน้อยไปเลย แต่ในบางคนที่เป็นทาสหมาเหมือนกัน แต่ต้นทุนในการเลี้ยงสุนัขแพงๆ แทบจะเป็นไปได้ยาก วันนี้จึงพาเหล่าทาสหมามาพบกับ “สุนัขที่มีราคาแพง” มาดูความแพง และ ความน่ารักของเขากัน

สุนัขราคาแพง ที่สุดในโลก มีพันธ์อะไรบ้าง

สุนัขราคาแพง ที่ใครหลายคนเห็นต้องอึ่ง และ หนาวกับราคาที่แพงเอาเรื่อง แต่ด้วยความชื่นชอบ และ เงินในบัญชีต้องสนั่นกับ ราคา สุนัข 2021 ที่เหล่าทาสบางท่านยอมควักเงินในบัญชี เพื่อแลกกับการได้รับเขามาเป็นสมาชิกในบ้าน ซึ่งในบางประเทศเลี้ยงสุนัข เพื่อบ่งบอกฐานะของทาสหมา ได้เป็นอย่างดี สุนัข พันธุ์ แพง ๆ ราคาก็แรงเอาเรื่องเหมือนกัน มาดูว่ามีพันธุ์อะไรกันบ้างนะครับ

จัดอันดับ สุนัขราคาแพง 12 สายพันธ์แท้ ที่แพงที่สุดในโลก
ภาพจาก: https://unsplash.com/photos/TJNFelsfZG0

SAMOYED (ซามอยด์) ราคาสูงสุดประมาณ 362,000 บาท

สุนัขสายพันธุ์เก่าแก่ ที่มีเชื้อสายมาจากหมาป่า ซามอยด์ มีขนสีขาวทั้งตัว ตั้งแต่หัวไปจนถึงปลายหาง นิสัยดี เข้ากับเด็ก ๆ ได้ง่าย ในอดีต ซามอยด์ จะถูกเลี้ยงเพื่อใช้ต้อนกวางเรนเดียร์ และ ลากเลื่อน

OLD ENGLISH BULLDOG (โอลด์ อิงลิช บลูด็อก) ราคาสูงสุดประมาณ 315,000 บาท

สุนัขพันธุ์ต้นกำเนิดจากประเทศอังกฤษ สุนัขขี้เล่น อ่อนโยน ซึ่งขัดกับใบหน้าที่ย่น และ ดูไม่ค่อยพอใจอยู่ตลอดเวลา

CHOW CHOW (เชา เชา) ราคาสูงสุดประมาณ 297,000 บาท

สุนัขที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน สุนัขที่มีกำลังเยอะ คล่องแคล่ว ตัวอ้วนกลม สง่า และ ยังเป็นมิตร ลักษณะขนหนารอบคอ ด้วยเหตุนี้เขาจึงถูกเรียกว่า “สิงโต” สุนัขพันธุ์นี้จะมีลิ้นเป็นสีเทา และ สีดำ สีที่ได้รับความนิยม ได้แก่ สีดำ , สีน้ำตาล และ สีแดง

ROTTWEILER (ล็อตไวเลอร์) ราคาสูงสุดประมาณ 289,000 บาท

สุนัขพันธุ์เก่าแก่ สมัยโรมัน ซึ่งในอดีตจะถูกนำมาเลี้ยงเพื่อป้องกันทหารที่ต้องเดินทางข้ามเทือกเขา และ ช่วยต้อนฝูงสัตว์ ด้วยโครงสร้างที่แข็งแรง ว่องไว ฉลาด และชอบออกกำลัง สุนัขพันธุ์นี้ควรเลี้ยงด้วยความรัก หากคุณปล่อยปะละเลย หรือ โดนแหย่ เขาอาจจะก้าวร้าวได้

CANADIAN ESKIMO DOG (แคนาเดียน เอสกิโมด็อก) ราคาสูงสุดประมาณ 260,000 บาท

สุนัขพันธุ์เก่าแก่ ที่มีร่างกายแข็งแรง มีความเป็นมิตรต่อคน แต่ไม่เป็นมิตรกับสุนัขต่างสายพันธุ์ รวมไปถึงไม่เป็นมิตรต่อสัตว์ชนิดอื่นอีกด้วย ในอดีตใช้เเพื่อลากเลื่อน และ ล่าสัตว์

LOWCHEN (เลิฟเชิน) ราคาสูงสุดประมาณ 280,000 บาท

สุนัขอารมณ์ดี เป็นมิตร และ จงรักภักดี ตัวเล็กกระทัดรัด มีขนยาวนุ่ม รูปร่างกะทัดรัด และเป็นพันธุ์หายาก ในอดีตสุนัขพันธุ์นี้ชนชั้นสูงแถบยุโรปนิยมเลี้ยงกัน และ LOWCHEN ยังถูกเรียกว่า “สิงโตน้อย”

EGYPTIAN PHARAOH HOUND (อียิปต์ ฟาโรห์ ฮาวด์) ราคาสูงสุดประมาณ 227,000 บาท

ต้นกำเนิดของสายพันธุ์ อียิปต์ เป็นสุนัขล่าสัตว์ที่มีความซื่อสัตย์เป็นที่สุด อียิปต์ ฟาโรห์ ฮาวด์ มีลักษณะผอมบาง กระฉับกระเฉง ว่องไว มีหูคล้ายค้างคาว และจัดได้ว่าเป็นสุนัขพันธุ์หายาก 

AKITA (อาคิตะ) ราคาสูงสุดประมาณ 160,000 บาท 

เพื่อนผู้ซื่อสัตย์จากแดนอาทิตย์อุทัย หรือ “The Loyal Friend From The Land Of Rising Sun” สุนัขที่มีความจงรักภักดีต่อเจ้าของเป็นอย่างมาก ในอดีตจะถูกเลี้ยงเอาไว้เพื่อ อารักขาโชกุน และ ใช้เป็นสุนัขล่าสัตว์

FRENCH MASTIFF (เฟรนช์ มาสทิฟ) ราคาสูงสุดประมาณ 150,000 บาท

สุนัขที่มีรูปร่างสูงโปร่ง สง่า และ มีความแข็งแรง เป็นที่นิยมเลี้ยงกันมากในหมู่ทาสที่มีเงิน 

Categories
บทความพันธุ์สุนัข

เจ้าย่น หน้ายักษ์ หมาหน้าโหด หัวใจอ่อนโยน “บูลด็อก”

บูลด็อก หรือ ENGLISH BULLDOG โดยต้นกำเนิดของสุนัขพันธุ์นี้ ยังไม่ทราบที่มาที่ชัดเจน แต่จากการสันนิษฐานของคนหลาย ๆ คน เชื่อได้ว่า บูลด็อก มาจากเกาะอังกฤษ เพราะชื่อ “Bull” มาจากที่สุนัขพันธุ์นี้เป็นเหยื่อของเกมส์กีฬา “การต่อสู้กับวัว” และ ได้ถูกสั่งห้ามไปในปี 1835 หลังจากนั้นเป็นต้นมาเจ้าบูลด็อก ก็ได้กลายมาเป็นสัตว์เลี้ยงซึ่งในอเมริกาเป็นที่นิยมเลี้ยงกันมากตามไร่ ตามสวน ด้วยความรักเจ้าของ และ ความซื่อสัตย์สายพันธุ์อเมริกา จะมีนิสัยดุกว่าสายพันธุ์อิงลิช ครั้งเมื่อเกิดสงครามโลก เจ้าบลูด็อกเกือบสูญพันธุ์ ทางอเมริกาจึงได้ผสมสายพันธุ์ใหม่ และ มีการผสมข้ามสายพันธุ์ จนเป็น “อเมริกัน บลูด็อก”

วิธีการดูแล น้องหมาหน้าย่น สายพันธ์ บูลด็อก

บูลด็อก สุนัขที่มีร่างกายแข็งแรง ไหล่หนา ขนสั้น เรียนเนียน ส่วนหัวแบน และ บริเวณแก้มเหี่ยวย่น ฟันล่างที่ครอบเกยฟันบน ลักษณะปากกว้างแต่สั้น ริมฝีปากที่น้อยลงเล็กน้อย ดวงตากลมขนาดเล็กสีดำ ในบางตัวหางตาเรียวชี้ขึ้น ลักษณะของใบหูทรง สามเหลี่ยม พับครึ่งลงมาครึ่งนึงของใบหู ส่วนคอที่แข็งแรง ฐานคอกว้างรับกับช่วงไหล่ อกกว้าง ดูกำยำ เหมือนนักเพาะกาย กระดูกขาหน้าหนา แข็งแรง แต่ กระดูกขาหลัง มีความแข็งแรงกว่า เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ ส่วนของหางเรียว ชี้ขึ้น

นิสัยของเจ้าอิงลิช บูลด็อก โดยทั่วไปจะเป็นมิตรต่อทุกคน รวมไปถึงเด็ก ๆ อีกด้วย เพราะเขามีความอดทนสูง ชอบความสงบ และ ยังเป็นสุนัขที่ชอบเข้าสังคม อารมณ์ดี การนำสุนัขไปเข้าสังคมถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ดังนั้นควรพาสุนัขเข้าสังคมตั้งแต่เด็ก ๆ แต่ในบางครั้งก็ดื้อเอาเรื่องเหมือนกัน บลูด็อกจะพบว่ามีอายุเฉลี่ยที่ 8-12 ปี เพราะปัญหาด้านสุขภาพ สายพันธุ์นี้จึงมีอายุที่สั้นกว่าสายพันธุ์อื่นความสูงของเจ้าบลูด็อกจะอยู่ที่ประมาณ 50-71 เซนติเมตร น้ำหนัก บลูด็อกเพศเมียอยู่ที่ 23 กิโลกรัม ส่วนเพศผู้จะมีน้ำหนัก 24 กิโลกรัม

การดูแล และ ปัญหาของเจ้าบลูด็อก ที่เราควรทราบ

หากคุณคิดจะเลี้ยงเจ้าบลูด็อกแล้วล่ะก็ ควรศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับสุนัขสายพันธุ์นี้ให้ดีก่อน เพราะเจ้าบลูด็อกเป็นสัตว์ที่ควรดูแลเป็นพิเศษ จากเนื้อผิวหนังที่ย่น และ ร่องรอยกับการพับของผิวหนังที่ต้องดูแล รวมไปถึงใต้โคนหาง จมูก และ เล็บเท้า ควรทำความสะอาดให้แห้งตลอดเวลา เพื่อป้องกันโรคผิวหนังที่จะตามมา การแปรงขน ควรแปรงทุกวัน แล้วนำผ้าชุบน้ำพอหมาด ๆ เช็ดทำความสะอาด และ ควรทำความสะอาดช่องหูเป็นประจำ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

การออกกำลังกายของเจ้าบลูด็อก ควรพาไปออกกำลังกายในระดับปานกลางทุกวัน ด้วยบุคคลที่นิ่งเงียบ ร่าเริง แต่สุนัขอาจจะเป็น “โรคอ้วนได้ง่าย” การออกกำลังกายควรออกอย่างพอเหมาะ และ ไม่ควรให้ออกนาน หรือ หักโหมจนเกินไป

อากาศร้อนส่งผลต่อสุนัข ด้วยความไวต่อความร้อนของเจ้าบลูด็อก จมูกที่สั้นอาจส่งผลให้หายใจลำบากในสภาพอากาศร้อน อาจทำให้สุนัขเสียชีวิตได้

อาหารที่ส่งผลต่อสุขภาพ เมื่อเจ้าสุนัขออกกำลังน้อย แต่กินเยอะปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวจึงมาตาม ไม่ควรนำกระดูกชิ้นเล็กไปให้กิน เพราะกระดูกอาจจะทำให้ติดคอได้ น้ำสะอาดควรมีให้เขาได้กินตลอดเวลา

โรคประจำตัวของสายพันธุ์บลูด๊อกที่พบบ่อย

โรคผิวหนัง , โรคภูมิแพ้ , โรคผิวหนังอักเสบจากหางเกลียว 

โรคความบกพร่องของกระดูกไขสันหลัง , โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท , ภาวะวิตกกังวล

โรคระบบหมุนเวียนโลหิต และ หัวใจ , โรคหัวใจตั้งแต่กำเนิด เป็นโรคหัวใจชนิดลิ้นหัวใจพัลโมนารีตีบแคบ

โรคของระบบทางเดินอาหาร และ ตับ เช่น โรคเพดานโหว่ , โรคกระเพาะบิด

โรคระบบต่อมไร้ท่อ ในภาวะการขาดไทรอยด์ฮอร์โมน

โรคระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคไส้เลื่อนกระบังลม , โรคหัว.จ และ กลุ่มของอาการทางเดินหายใจของสุนัขพันธุ์หน้าสั้น

โรคระบบกระดูก , เอ็น , และ ข้อต่อ เช่น โรคกระดูกสะบ้าเคลื่อน , โรคข้อสะโพกผิดปกติ , โรคข้อศอกผิดปกติ , โรคข้ออักเสบ , การเกิดภาวะผิวกระดูกอ่อนตาย และ แตกออกจากการขาดเลือดในชั้นใต้กระดูกอ่อน

โรคตา เช่น โรคหนังตาที่สามยื่นผิดปกติ , โรคเปลือกตาม้วนเข้า และ โรคตาแห้ง

Categories
บทความการเลี้ยงสุนัข

3 เคล็ดลับ การฝึกสุนัขเองที่บ้าน เริ่มจากขั้นพื้นฐาน เพื่อสัญญาณที่ดีต่อการเลี้ยงดู

สำหรับการฝึกสุนัขเองที่บ้านนั้น หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องยาก แต่ความจริงแล้วไม่ยากอย่างที่คิด เพราะคุณสามารถฝึกเจ้าตูบที่บ้านได้ด้วยวิธีง่าย ๆ อย่างที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าสุนัขเป็นสัตว์ที่ ฉลาด แสนรู้ เชื่อฟัง และซื่อสัตย์เป็นที่หนึ่ง เพียงแต่ว่าคุณอาจต้องใช้ เวลา ความอดทน การดูแลเอาใจใส่และฝึกสอนเขาด้วยความรัก รับรองค่ะว่าเพียงแค่เวลาไม่นานคุณก็ได้เจ้าตูบที่แสนรู้และน่ารัก สื่อสารกับคุณได้เข้าใจมากขึ้น ทำให้การดูแลเลี้ยงดูได้ง่ายมากขึ้นอีกด้วย

การฝึกสุนัขเองที่บ้าน มือใหม่ก็ทำได้ ด้วยวิธีง่าย ๆ แต่ได้สุนัขแสนรู้

หลายคนที่เป็นมือใหม่หัดเลี้ยงเจ้าตูบ เรามีเทคนิคดี ๆ ในการฝึกสุนัขเองที่บ้านมาฝากกันค่ะ แต่หากคุณไม่มั่นใจว่าจะฝึกเจ้าตูบได้มั้ย ไม่เป็นไรค่ะ เพราะปัจจุบันมีหนังสือคู่มือการฝึกสุนัขให้เลือกมากมาย มั่นใจได้เลยว่ามือใหม่อย่างคุณก็ทำได้ ถ้าพร้อมแล้วเราไปฝึกน้องหมากันเลยค่ะ

ฝึกให้จำชื่อตัวเอง ควรฝึกให้เจ้าตูบจำชื่อตัวให้ได้ และในการตั้งชื่อสุนัขควรมีแค่ 1-2 พยางค์ เพราะเจ้าตูบสามารถตอบสนองได้ดีกับเสียงสั้น ๆ เท่านั้น โดยที่เจ้าของจะต้องมั่นคอยเรียกชื่อเขาบ่อย ๆ ซ้ำ ๆ ด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตรและชัดเจน พร้อมทั้งสบตากับเจ้าตูบบ่อย ๆ เพื่อให้เขาเกิดความสนใจ จะได้จดจำเสียงนั้นได้ จากนั้นก็เริ่มทดสอบดูว่าเจ้าตูบเริ่มจำชื่อตัวเองได้หรือยัง โดยการเรียกชื่อและสบตาเขาทุกครั้งเมื่อเขาหันมามองคุณ และอย่าลืมกล่าวคำชมเชยหรือให้รางวัลน้องหมาด้วยทุกครั้งนะคะ เพื่อเป็นการให้กำลังใจว่าเขาทำดีและถูกต้องแล้ว และทุกครั้งที่คุณเรียกชื่อของเขา คุณต้องใหเขาสบตาคุณด้วยทุกครั้ง จากนั้นเขาก็จะจดจำน้ำเสียงนั้นได้เอง 

ฝึกให้มาหา ในการฝึกสุนัขให้มาหาคุณสามารถเริ่มฝึกได้ตั้งแต่เจ้าตูบยังเป็นวัยเด็ก เพราะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ค่อนข้างจะฝึกได้ง่าย เนื่องจากเจ้าตูบส่วนใหญ่นั้นสามารถฟังคำสั่งนี้ได้รู้เรื่องตั้งแต่ยังเป็นเด็ก แต่ถ้าเกิดว่าเจ้าตูบของคุณค่อนข้างดื้อ หรือไม่ค่อยฟังคำสั่ง คุณสามารถฝึกได้ด้วยการใช้เชือกผูกติดกับปลอกคอ แล้วเรียกเขาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนกว่าการฝึกวิธีอื่น จากนั้นให้คุณค่อย ๆ ดึงเชือกเข้าหาตัวคุณอย่างเบามือ เพื่อให้เจ้าตูบเดินมาหาคุณ หรืออาจจะใช้วิธีเอาขนมมาหลอกล่อ โดยใช้คำสั่งว่า “มานี่” พร้อมกับเรียกชื่อของเจ้าตูบ นอกจากนี้คุณสามารถใช้คำสั่งมือด้วยการโบกมือเข้าหาตัวคุณ ควบคู่ไปการใช้คำสั่งเสียง ซึ่งการฝึกให้เจ้าตูบมาหานี้ คุณสามารถฝึกได้บ่อย ๆ ตามต้องการ รับรองว่าใช้เวลาเพียงไม่นานน้องหมาแสนรักของคุณก็จะวิ่งเข้าหาคุณในทันทีที่ได้ยินเสียงคุณเรียก หรือเมื่อเห็นสัญญาณมือ

ฝึกให้ขับถ่ายเป็นที่เป็นทาง ในการฝึกให้เจ้าตูบขับถ่ายให้เป็นที่เป็นทาง โดยเฉพาะลูกสุนัข คุณต้องดูเปอร์เซ็นต์ของความสำเร็จเป็นหลัก เพื่อจะได้ตั้งเป้าในครั้งต่อไป และมีความเป็นไปได้น้อยมากที่เจ้าตูบของคุณจะขับถ่ายได้เป็นที่ป็นทาง 100% เพราะฉะนั้นในช่วงแรก ๆ คุณจะต้องคอยสังเกตพฤติกรรมของเจ้าตูบเวลาที่จะขับถ่าย และจัดเตรียมสถานที่ ที่ต้องการให้เขาใช้ในการขับถ่ายเป็นประจำ โดยอาจจะใช้แผ่นปูรอง กระดาษหนังสือพิมพ์ปู หรืออาจจะพาเจ้าตูบออกมาเดินเล่นที่สนามหญ้าทุกครั้งหลังจากกินอาหารเสร็จ และหลังจากตื่นนอนทันที โดยให้คุณคอยสังเกตพฤติกรรมของเจ้าตูบ เมื่อเห็นว่าเจ้าตูบกำลังเดินวนไปวนมา และส่งเสียงร้องครวญคราง หรือแอบไปถ่ายที่อื่น ให้คุณรีบอุ้มพาไปถ่ายในที่ของเขาทันที และให้พูดว่า “ไม่ ไม่ใช่ที่นี่” พร้อมกับนำเขาไปวางไว้ที่เตรียมไว้ พร้อมกับพูดว่า “อึตรงนี้ ฉี่ตรงนี้นะ” และเมื่อเขาขับถ่ายเสร็จแล้ว ให้ลูบหัวเขาเบา ๆ พร้อมกับกล่าวคำชื่นชม ฝึกแบบนี้บ่อย ๆ จากนั้นเขาก็จะเริ่มจดจำได้เองว่าต้องขับถ่ายตรงไหน

Categories
บทความการเลี้ยงสุนัข

วิธีใช้คลิกเกอร์ อุปกรณ์ฝึกสุนัข ฝึกพฤติกรรมสุนัขอย่างไร ให้ใช้ชีวิตประจำวันร่วมกับผู้เลี้ยงได้อย่างมีความสุข 

อุปกรณ์ฝึกสุนัข การเข้าใจพฤติกรรมสุนัขเบื้องต้น จะช่วยทำให้เรา สามารถฝึกได้ง่ายขึ้นเพราะเราจะรู้ว่าสาเหตุ ว่าสุนัขทำแบบนั้นเพราะอะไร และ หาทางรับมือได้อย่างเหมาะสม แต่อย่างไรก็ดี เจ้าของที่ฝึกสุนัขเองจะต้องมีความใจเย็นให้มาก ๆ เพราะสุนัขทุกตัวล้วนแต่ต้องใช้เวลา ในการทำความเข้าใจและฝึกให้ทำตามคำสั่ง เราไม่ควรคาดหวังว่าสุนัขจะทำตามคำสั่งเราได้ ตั้งแต่การฝึกครั้งแรก ที่สำคัญไม่ควรทำโทษด้วยการตีหรือทำพฤติกรรมรุนแรงกับสุนัข เพราะนอกจากจะไม่ช่วยให้สุนัขเข้าใจแล้ว ยังทำให้ตัวสุนัขกลัว ก้าวร้าว และไม่เชื่อฟังเราอีกด้วย

ทำความรู้จัก อุปกรณ์ฝึกสุนัข “คลิกเกอร์” คืออะไร และ ใช้งานอย่างไร

อุปกรณ์ฝึกสุนัข ด้วยการใช้คลิกเกอร์ฝึกสุนัข เป็นตัวช่วยในการออกแบบพฤติกรรม ที่เราต้องการ และก่อนจะทำการฝึกสุนัขด้วยคลิกเกอร์ ต้องปูพื้นฐานให้สุนัขเข้าใจความหมาย ของเสียงคลิกเกอร์ก่อน จึงจะทำให้การฝึกสุนัขด้วยคลิกเกอร์นั้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และจะทำให้สุนัขสนุกไปกับการฝึกทุกครั้ง เพราะหลังจากได้ยินเสียงคลิก เจ้าสุนัขจะได้รับรางวัลเสมอ

ประโยชน์การฝึกด้วยอุปกรณ์คลิกเกอร์ฝึกสุนัข 

สร้างความผูกพันระหว่างผู้ฝึกและสุนัข จากการทำงานร่วมกันและการยอมรับซึ่งกันและกัน

เป็นการฝึกเชิงบวก นุ่มนวล ปราศจากการคุกคาม และเป็นการฝึกที่สร้างแรงจูงใจที่ดี

เหมาะที่สุดสำหรับฝึกกับสุนัขวัยเยาว์ และไม่เป็นการช้าเกินไปสำหรับการฝึกสุนัขทุกวัยด้วยวิธีนี้

การเริ่มต้นฝึกสุนัขด้วยคลิกเกอร์

ก่อนอื่นต้องหัดใช้คลิกเกอร์ ให้สุนัขชินกับเสียง

แนะนำให้หมารู้จักกับคลิกเกอร์ ทุกครั้งที่กดพร้อมออกคำสั่งต้องมีรางวัลเสมอ

สังเกตุท่าทางของสุนัขที่มีต่อเสียงคลิกเกอร์ ซึ่งสุนัขอาจไม่เข้าใจหรือต่อต้านคำสั่ง

การใช้สัญญาณคลิกพร้อมกับการออกคำสั่ง 

คลิก เมื่อสุนัขทำท่าทางที่เราต้องการเท่านั้น ไม่ต้องสนใจกับท่าทางที่นอกเหนือคำสั่ง และเมื่อเราเมินเฉยกับท่าทางหรือความประพฤติที่นอกเหนือคำสั่งบ่อยครั้ง อาการนั้นก็จะค่อยหายไป การที่ผู้ฝึกใช้เสียงตะโกนห้าม ก็ถือว่าเป็นการให้ความสนใจหรือรางวัลให้กับสุนัขได้ ดังนั้นเราจะต้องเมินเฉยให้มากที่สุด เมื่อสุนัขเห็นว่าเราไม่ได้ใส่ใจ หรือสนใจกับท่าทางหรือกริยานั้น ๆ สุนัขก็จะหยุดไปเอง และเลิกทำในที่สุด

เมื่อคลิกแล้ว เราจะต้องให้อาหารเสมอ ถึงแม้เราจะคลิกผิดจังหวะเวลาก็ตาม ก็ควรคลิกในเวลาที่ถูกจังหวะซ้ำ ประมาณครั้ง 2 ครั้ง สุนัขก็จะไม่สับสนกับสัญณาณคลิก

การคลิก สามารถตามด้วยคำชม การลูบตัว หรือของเล่นที่สุนัขชอบ เสียงคลิก เป็นสัญญาณที่ให้สุนัขรู้ว่ากำลังจะมีรางวัลตามมา ซึ่งของรางวัลจะเป็นอะไรก็ได้ที่สุนัขชื่นชอบ เช่นถ้าสุนัขไม่ชอบของเล่นแล้ว เราคลิกและให้ของเล่นไป นั่นไม่ถือว่าเป็นรางวัลให้แกสุนัข

ข้อควรระวัง ห้ามคลิก ใกล้กับหูของสุนัข ซึ่งเสียงนั้นอาจจะทำให้สุนัขไม่ชอบ หากสุนัขของคุณไวและตื่นกลัวต่อเสียงคลิก อาหารที่จะเป็นรางวัลให้กับสุนัขนั้นต้องแน่ใจว่าเป็นของที่สุนัขของคุณชอบจริง ๆ

เมื่อฝึก นั่ง หรือ หมอบ ไม่ควรที่จะคลิกทันทีที่สุนัขนั่งหรือหมอบ ทุกครั้ง เราสอนให้สุนัขนั่งหรือหมอบเพียงเวลาสั้น ๆ ขยายจังหวะเวลาในการคลิก เช่น คลิกหลังจากที่สุนัขนั่งไปแล้ว 5 วินาที ถึง 10 วินาที เพื่อที่จะให้สุนัขรู้จักการรอคอย 

ใช้เวลาในการฝึกให้สั้น และ ให้สนุก หยุดฝึกเมื่อสุนัขยังคงต้องการรางวัลเพิ่ม ในครั้งต่อไปสุนัขก็จะมีความพยายามมากขึ้น

ห้ามใช้ คลิกเกอร์ เพื่อเรียกสุนัขเข้ามาหาคุณ ถึงแม้ว่าเสียงคลิกจะเรียกความสนใจของสุนัขได้ก็ตาม แต่หากคุณใช้เสียงคลิกเรียกสุนัข ต่อไปเสียงคลิก ก็จะค่อย ๆ หมดความหมาย และจะยากต่อการฝึก 

ในระหว่างการฝึกสุนัข เจ้าของต้องมีความใจเย็นและอดทน โดยเฉพาะเจ้าของที่เพิ่งเริ่มฝึกสุนัขเป็นครั้งแรก เพราะบางครั้งสุนัขอาจจะไม่ทำตาม ที่เราต้องการในครั้งแรก ๆ จำเป็นต้องใช้เวลาในการฝึกหลายครั้งเพื่อให้สุนัขสามารถเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการจะสอน โดยการฝึกสุนัขเจ้าของควรเริ่มจากการฝึกที่ง่าย ๆ ก่อน เช่น การฝึกขับถ่ายให้เป็นที่ ฝึกคำสั่งง่าย ๆ และฝึกให้สุนัขกินอาหารเป็นเวลา โดยเลือกสถานที่ฝึกเหมาะสม และพยายามเข้าใจพฤติกรรมของสุนัขที่เราฝึกด้วย เป็นต้น

Categories
บทความการเลี้ยงสุนัข

อาหารสุนัข ราคาถูก คุณภาพดี โภชนาการสารอาหารครบถ้วน

อาหารที่ทำให้สุนัขสุขภาพดี ปัจจุบันมีหลากหลายแบรนด์ ที่ผลิตอาหารสุนัขมีทั้งอาหารสุนัขแบบเม็ด และ อาหารสุนัขแบบเปียก สำหรับสุนัขปกติทั่วไปสามารถเลือกทานได้ทั้ง 2 แบบ ถ้าเป็นสุนัขที่มีปัญหาด้านสุขภาพควรปรึกษาแพทย์ และ เลือกประเภทของอาหารสุนัข ที่เน้นดูแลเรื่องสุขภาพ

แนะนำ อาหารสุนัข ยอดนิยม เพื่อเอาใจน้องหมาโดยเฉพาะ 

อาหารสุนัข โดยเฉพาะอาหารเม็ดที่สุนัขชอบกิน เป็นโภชนาการที่ดี เป็นพลังที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตสัตว์เลี้ยงของคุณ ได้โดยการเลือกอาหารที่ตอบโจทย์สุขภาพ ด้วยโภชนาการสารอาหาร ที่ครบถ้วนตามช่วงวัยอายุตั้งแต่ลุกสุนัขจนถึงสุนัขโต ควรเลือกให้เหมาะสมกับช่วงวัย และโรคประจำตัวสุนัขที่เน้นดูแลเป็นพิเศษ มาดูยี่ห้ออาหารเม็ดที่สุนัขชอบทาน อาหารสุนัขยี่ห้อไหนดี ที่จะช่วยทำให้สุนัขมีสุขภาพที่แข็งแรง

1. Supercoat ซุปเปอร์โค้ท (รสไก่ และ เนื้อ) : ราคา 247 บาท

มีให้เลือก 3 สูตรสำหรับลูกสุนัข สุนัขโตพันธุ์เล็ก และ สุนัขโตพันธุ์ใหญ่ 

ผลิตโปรตีนจากเนื้อไก่ เพิ่มแคลเซียมเพื่อช่วยเสริมสร้างความแข็งแรง ให้กระดูกและฟัน ผลิตจากวัตถุดิบจากธรรมชาติ ปราศจากสีและวัตถุปรุงแต่งกลิ่นรสสังเคราะห์

ช่วยในเรื่องการทำงานของ ระบบเมตาบอลิซึม ช่วยส่งเสริมระบบเผาผลาญ ที่รวดเร็วกว่าสำหรับสุนัขสายพันธุ์เล็ก ด้วยการเพิ่มปริมาณโปรตีนและไขมันสูง

เม็ดอาหารมีขนาดเล็ก เพื่อช่วยเรื่องระบบการย่อยอาหาร และยังช่วยให้ขนสวยเงางาม มีส่วนผสมของโอเมกา3 ช่วยให้สุนัขมีผิวหนังที่สุขภาพดี และเพิ่มความเงางามของเส้นขน

2. Maxima Dog Small Breed (รสเนื้อแกะ) : ราคา 849 บาท

สูตรสำหรับสุนัขพันธุ์เล็กทุกสายพันธุ์ เป็นสูตรบำรุงขน บำรุงผิวหนัง และ กระดูกสะโพก

มีส่วนผสมของเนื้อแกะจากนิวซีแลนด์ ไม่มีส่วนผสมของข้าวโพด ถั่วเหลือง และกระดูกป่น มีกลูโคซามีนและคอนรอยติน ที่ช่วยบำรุงกระดูกสะโพกของสุนัขให้แข็งแรง

ควบคุมระดับความเค็มจากเกลือ เพื่อป้องกันการเกิดโรคไตวาย และควบคุมระดับของแมกนีเซียม ป้องกันการเกิดโรคนิ่ว ทำให้สุนัขเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

มีวิตามินและแร่ธาตุ ช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแรง และ MOS ช่วยให้แบคทีเรียในระบบทางเดินอาหารทำงานได้ดี

3. IAMS ไอแอมส์ โปรแอคทีฟ เฮลท์ : ราคา 265 บาท

มีทั้งหมด 3 สูตร สำหรับแม่ และ ลูกสุนัข 

ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของลูกสุนัข ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ด้วยโปรตีนคุณภาพดี จากเนื้อไก่ บำรุงทั้งแม่และลูกสุนัข ตั้งแต่อยู่ในท้อง ช่วยเพิ่มน้ำนมให้แม่สุนัข และช่วยสร้างการป้องกันตามธรรมชาติ ให้กับร่างกายด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

ทำให้ลูกสุนัขมีกระดูก และ ฟันแข็งแรงด้วยแคลเซียม และ ฟอสฟอรัสจากเนื้อไก่ 

ช่วยเรื่องระบบย่อยและขับถ่ายที่ดี สุขภาพผิวหนังที่ดีและขนนุ่มเงางาม 

มีอัตราส่วนที่สมดุลระหว่างโอเมก้า 3 และ 6 ช่วยการทำงานของระบบเผาผลาญ

มีวิตามินบี 6 ส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง เพราะเป็นสูตรที่ให้โภชนากรที่ครบถ้วน

สุนัขจะมีสุขภาพผิวหนังที่ดี และขนนุ่มเงางาม ช่วยสร้างการป้องกันตามธรรมชาติ ให้กับร่างกาย และมีระบบย่อยและขับถ่ายที่ดี

เสริมสร้างกล้ามเนื้อในสุนัขโตให้แข็งแรง ระบบย่อยและขับถ่ายดี ส่งเสริมให้มีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง

4.JerHigh เจอร์ไฮ มีท แอส มีลล์ : ราคา 179 บาท

มี 5 สูตร เนื้อไก่ ไก่และฟักทอง เนื้อวัว ไก่ย่าง และตับย่างแซลมอน 

เป็นอาหารเม็ดเนื้อนุ่ม เกรดซุปเปอร์พรีเมี่ยม คุณค่าทางโภชนาการระดับโฮลิสติก 

มีกลูโคซามีนและคอนรอยติน ซึ่งเป็นสารอาหารจำเป็น ต่อการสร้างกระดูกอ่อนและเสริมสร้างน้ำเลี้ยงบริเวณข้อต่อของสุนัข

มีเบต้ากลูแคน ที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันในร่างกาย และที่สำคัญมีแร่ลิโมไนซ์ ที่ช่วยดูดซับกลิ่นมูลของสุนัขได้ถึง 80 เปอร์เซนต์ 

สุนัขทุกสายพันธุ์สามารถรับประทานได้ โดยเฉพาะสุนัขที่ทานยาก มีความสะอาด ปลอดภัย คุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน

การเลือกอาหารที่เหมาะสม กับวัยและสายพันธุ์จึงเป็นสิ่งดีที่สุด และยังช่วยให้สุนัขมีสุขภาพที่สมบรูณ์ตามวัยอีกด้วย และ จะทำให้สุนัขได้รับสารอาหารที่ไม่ครบ ตามที่ร่างกายต้องการ หากเป็นสุนัขโต ถ้าได้กินอาหารของลูกสุนัขซึ่งมีแร่ธาตุที่เกินความต้องการ เช่น โปรตีน ก็มักจะเกิดโทษทำให้ร่างกายของสุนัขนั้นอ้วน หรือมีน้ำหนักมากเกินไป จนทำให้เกิดโรคอื่น ๆ ตามมาได้อีกด้วย

Categories
บทความพันธุ์สุนัข

เจ้ารถถังแคระ เฟรนช์ บูลด็อก เป็นมิตรกับทุกคนรวมถึงคนแปลกหน้า

สุนัขพันธุ์ เฟรนช์ บูลด็อก หรือ FRENCH BULLDOG เจ้าหมาตัวป้อม ทรงกลม ขาสั้น รูปร่างกำยำ หน้าแบน หูตั้ง โดยการตั้งชื่อนี้ เป็นการตั้งชื่อตามประเทศที่ทำการผสมพันธุ์นั่นก็คือ “ประเทศฝรั่งเศส” ต้นกำเนิดจากพันธุ์ ENGLISH BULLDOG กับพันธุ์ BOSTON TERRIERS ในประเทศอเมริกา และ อังกฤษ นิยมเลี้ยงพันธุ์นี้มาก ต่อมาได้เรียกสุนัขพันธุ์นี้ว่า“FRENCHIE”

ทำความรู้จัก สุนัขทรงกลม สายพันธุ์ดุ๊กดิ๊ก เฟรนช์ บูลด็อก ขวัญใจคนชอบสุนัข

เฟรนช์ บูลด็อก เป็นสุนัขที่เนื้อแน่น กระดูกหนา จัดได้ว่าเป็นสุนัขที่มีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง และ มีความตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ขนสั้น และ ขาโก่ง จมูกสั้น หางสั้น ด้วยองค์ประกอบรวมที่สั้นในทุกสัดส่วน ในประเทศไทยจึงเรียก เฟรนบลูด็อก แคระ ลักษณะของฐานหูกว้าง และ ใบหูที่ใหญ่ คล้ายหูของ “ค้างคาว” น้ำหนักตัวของ เฟรนช์ บูลด็อก จะมีน้ำหนักไม่เกิน 14 กิโลกรัม และ ไม่ต่ำกว่า 8กิโลกรัม จึงจะเรียกได้ว่าเป็น เฟรนช์ บูลด็อก ที่มีลักษณะสมส่วน สีของเฟรนช์ บูลด็อก จะมีหลายสีเช่น สีครีม , สีลายเสือ , สีดำ , สีแดง , สีน้ำตาลแกมเหลือง , สีฟ้า และสีที่ห้ามเพาะพันธุ์ได้แก่ สีน้ำตาล , สีดำ-น้ำตาล และ สีฟ้า 

ลักษณะนิสัย เฟรนช์ บูลด็อก

เฟรนช์ บูลด็อก นิสัยเรียบร้อย ไม่ก้าวร้าว ร่าเริง ขี้เล่น และยังมีความอ่อนโยน ช่างพูด ช่างเจรจา เป็นมิตรต่อทุกคน ไม่ว่าจะเป็น เด็ก คนแก่ แมว และสัตว์อื่น ๆ เจ้า เฟรนช์ บูลด็อก เป็นสุนัขที่ไม่ค่อยเห่า แต่จะเห่าเก่งเมื่อเจออะไรที่ตื่นเต้น หากเจอสุนัขเพศเดียวกัน อาจจะแสดงนิสัยก้าวร้าว และ บ้านไหนที่มีลูกน้อยควรดูแลอย่างใกล้ขิด หากเผลอเจ้าเฟรนช์ บูลด็อก อาจจะนอนทับ ด้วยร่างกายที่กำยำ แข็งแรง ก่อให้เกิดอันตรายต่อลูกน้อยได้ 

โรคที่พบบ่อยของงสายพันธ์ เฟรนช์ บูลด็อก

  1. โรคทางเดินหายใจของสุนัขหน้าสั้น ปัญหาของเพดานอ่อนของปากยาว หรือ เพดานโหว่ ท่อลมที่มีขนาดเล็ก ทำให้เวลาหายใจมีเสียงดัง เหนื่อยง่าย ออกกำลังได้ไม่นานนัก บางตัวอาจจะมีปัญหารูจมูกตีบ ทำให้สุนัขหายใจไม่สะดวกเท่าที่ควร เวลาอากาศร้อนมาก ๆ สุนัขจะอ้าปาก หรือ หายใจทางปาก ดังนั้นไม่ควรพาสุนัขไปออกกำลังหนัก ๆ หรือ อยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน เพราะสุนัขอาจจะเสียชีวิตได้จาก “ภาวะฮีทสโตรก” และ คุณอาจประสบปัญหาการ “นอนกรน” ของเจ้าเฟรนช์ บูลด็อก การนอนกรนไม่ใช่เรื่องตลก คุณควรสุนัขไปตรวจร่างกาย และ ขอคำแนะนำกับสัตวแพทย์
  2. โรคเกี่ยวกับตา ไม่ว่าจะเป็น โรคต้อกระจกในวัยเด็ก , โรคจอประสาทตาเจริญผิดปกติ , โรคเชอรี่อาย หรือ หนังตาที่สามจากด้านในออกมากด้านนอก , แผลที่กระจกตา และ โรคต้อหิน
  3. โรคหมอนรองกระดูก เป็นโรคที่พบบ่อยในสุนัขพันธุ์แคระ สามารถพบบ่อยในสุนัขที่กระดูกอ่อนเจริญผิดปกติ
  4. โรคระบบทางเดินอาหาร ในภาวะหลอดอาหารที่ขยายใหญ่ ที่อาจทำให้เกิดการสำลักอาหาร เข้าไปในทางเดินหายใจ
  5. โรคระบบต่อมไร้ท่อ เช่น โรคไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ ภาวะนี้อาจจะทำให้สุนัขเกิดการติดเชื้อที่ผิวหนัง และ สุนัขจะทำการเลียเท้าของตัวเองไม่หยุด จึงทำให้เกิด ถุงน้ำบริเวณระหว่างนิ้ว
  6. โรควอนวิลล์แบรนด์ โรคที่มีความผิดปกติของการแข็งตัวของเกล็ดเลือด โรคนี้สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ เข่น เลือดออกตามไรฟัน , เลือดไหลออกทางจมูก , และ สามารถเกิดการฟกช้ำได้ง่าย 
  7. โรคภูมิแพ้ผิวหนัง ด้วยสภาพผิวหนังของเจ้าเฟรนช์ บูลด็อก ที่มีลักษณะขนสั้นแพ้ง่าย จึงทำให้เกิดการกระตุ้นต่อสารที่แพ้ได้ง่ายกว่า สายพันธุ์อื่น ซึ่งกรรมพันธุ์ จึงเป็นสาเหตุนึง ของโรคนี้ และคุณควรสังเกต หากสุนัขเกิดอาการคัน อาจจะมีการติดเขื้อร่วมด้วย
  8. โรคลมชัก อาการผิดปกติของระบบประสาท เกิดการเกร็งตัวเป็นระยะ ๆ เกร็งขา กัดฟันแน่น และ รวมไปถึงไม่สามารถ อั้นการขับถ่ายได้ สุนัขอาจช็อคหมดสติได้นะครับ หากสุนัขเป็นโรคนี้ต้องทานยาไปตลอดชีวิต
  9. ปัญหาการคลอดลูกยาก ด้วยโครงสร้างที่มีขนาดของส่วนหัวที่ใหญ่ และ แม่สุนัขบางตัวอาจมีอุงเชิงกรานที่แคบ จึงทำให้ไม่สามารถคลอดลูกได้เองตามธรรมชาติ